LADAKH …..เลห์ลาดักห์ ทิเบตน้อย (little tibet) สวรรค์บนดินที่อินเดีย

เลห์ลาดักห์

LADAKH …..เลห์ลาดักห์ ทิเบตน้อย (little tibet) สวรรค์บนดินที่อินเดีย

อินเดีย ใครๆก็ไปมาแล้วแต่มีกี่คนที่เคยไป LADAKH …..เลห์ลาดักห์ ทิเบตน้อย (little tibet) ที่นี่เหมือนสวรรค์บนดินจริง มีธรรมชาติที่สวยงาม เลือกเดินทางไปเดือนกรกฎาคมเป็นช่วงไม่หนาวมากเกินไปและท้องฟ้าจะสวยงามที่สุดในช่วงนี้ ตามมาเที่ยวกันค่ะ

หิมาลัย

ลาดักห์ หรือ ทิเบตน้อย (little tibet)อยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยมีเทือกเขาหิมาลัยทางตอนใต้ และ เทือกเขาคาราโครัม

เลห์ลาดักห์ หรือ ทิเบตน้อย (little tibet)พื้นที่ตอนบนสุเของลาดักห์เคยเป็นดินแดนส่วนหนึ่งของ ทิเบตตะวันตก เคยถูกพวกโทคระรุกรานจนตกมาเป็นของอินเดียใคศตวรรษที่ 19 แต่ในแง่ภูมิศาสตร์และวัฒนธรรมถือว่าคล้ายคลึงกับทิเบตมากกว่าอินเดีย อยู่ทางตอนเหนือของอินเดีย โดยมีเทือกเขาหิมาลัยทางตอนใต้ และ เทือกเขาคาราโครัมทางด้านเหนือขนาบอยู่ใน อดีตลาดักห์ถือเป็นเส้นทางการค้าที่สำคัญระหว่างอินเดียกับจีนและทิเบต หลังจากที่จีนปิดประตูเขาออกทิเบตในปี 1950 ลาดักห์ก็ลดบทบาทและความสำคัญลงไป รัฐบาลอินเดียเริ่มหนุนนำอุตสาหกรรมท่องเที่ยวสู่ลาดักห์ ในปี 1974 ลาดักห์มีชาวทิเบตอยู่มากมาย จึงจะเห็นอิทธิพลของชาวทิเบตและวัฒนธรรมต่างๆ ของชาวทิเบตมากมาย ชาวลาดักห์สืบเชื้อสายจาก 3 ชนเผ่าใหญ่ๆ ได้แก่ ชนเผ่า Dard ปัจจุบันส่วนใหญ่ตั้งรกรากอยู่แถบเมือง Drass นับถือศาสนาอิสลาม ชนเผ่า Nomad ซึ่งเป็นชนเผ่าเลี้ยงสัตว์เร่ร่อนจากมองโกเลียย้ายถิ่นฐานผานมาทางทิเบต และ ชนเผ่า Mon มาจากทางตอนเหนือของประเทศอินเดีย เราเลือกเดินทางกรกฎาคม เพราะเป็นช่วงหน้าร้อนที่นี่ อากาศกำลังสบายไม่หนาวมาเกินไป ไม่หนาวมาอากาศประมาณ 19 องศาน่ะค่ะ

หิมาลัย

เรามาช่วงเดือนกรกฏาคมช่วงหน้าร้อนท้องฟ้าจะสวยอากาศไม่หนาวมาก

โปรแกรมการเดินทางของเรา

Day 1 (4 July) : Delhi to Srinagar, overnight at boat house
Day 2(5 July) : Srinagar to Kargil– Mulback- Overnight in Mulback
Day 3(6 July) :- Mulback-Lamayuru to Leh on the way visit the local Monastery on the way. Overnight in Leh
Day 04(7 July) : Early morning after breakfast Go to visit the Hemis Festival, overnight in Leh (First day of Lama Dance)
Day 05 (8 July): Leh- Hemis festival after 2 hrs visit festival ( mask dance then ww can deive to Tsomoriri ;lake Over night
Day 06 (9 July) :- Back to Leh
Day 07 (10 July) :- Leh – Nubra Valley via Khardong la pass ( the 18300ft hight ) visit near by and Overnight
Day 08 (11 July) :- Back to Leh same route
Day 09 (12 July):- Pangong Lake, overnight in Leh
Day 10 (13 July):- Back to Delhicreations Vineet

หมายเหตุ การเตรียมตัวเดินทาง ร่างกายต้องพร้อมมากๆๆ
ทั้งยา และ อาหารแห้งเอาไปเถอะอย่าลืมติดไป ที่นั่นระหว่างทางไม่มีอาหารมากมายให้เลือก ต้องมาม่า ไข่เจียว   H 2 O จำเป็นมากค่ะ เพราะอากาศที่สูงมีอากาศน้อยเราไม่ชิน ก่อนไปขี้นเครื่องเราต้องเริ่มกินยากันพร้อมเสื่อผ้ากันหนาวอย่างดี แม้มาช่วงอากาศร้อนกรกฎาคม แต่ไม่ร้อนน่ะค่ะ ตามมาเที่ยวกับเรากัน

วันแรก  เราไปที่ Srinagarแคว้นจัมมูร์และแคชเมียร์ (Jammu and Kashmir) ตั้งอยู่ตอนเหนือสุดของประเทศอินเดีย แคชเมียร์ เมืองหลวงในฤดูร้อนในเขตนี้คือ เมืองศรีนาคา ที่ตั้งอยู่บนระดับความสูง 1,730 เมตร เมืองที่ได้เชื่อว่าเป็นดินแดนแห่งทะเลสาบและสายน้ำ เราไปถึงมีน้องมารับพาเราไป Houseboat ถือกำเนิดมาจากสมัยที่เจ้าผู้ครองแคว้นแคชเมียร์ยังคานอำนาจกับอังกฤษที่จะเข้ามามาปกครองอินเดีย ไม่อนุญาตให้อังกฤษมีกรรมสิทธิ์ในที่ดิน ด้วยเหตุนี้ชาวอังกฤษจึงหาทางออกด้วยการสร้างเรือเป็นบ้าน ตกแต่งภายในอย่างสวยงามเหมือนบ้านในอังกฤษด้วยไม้ซีดารมีเฟอร์นิเจอร์อันงามประณีตด้วยฝีมือช่างและวัสดุชั้นยอด ก่อเกิดเป็นเรือบ้านจอดเรียงรายอยู่ตามริมทะเลสาบ ชาวอังกฤษเหล่านั้นนั้นใช้ชีวิตอย่างหรูหราแบบที่ตนเอง มาถึง บ้านเรือเจ้าของบ้านชงชาร้อนมาให้ชิม กลิ่นชากุหลาบหอมสดชื่น เราเตรียมหาที่เที่ยวกัน ว่าจะไปชมสวนดอกไม้แต่เนื่องจากมีปัญหาเรื่องเงินรัฐไม่สนับสนุน สวนเลยถูกปล่อยร้าง ทะเลสาบที่นี่ชื่อ ทะเลสาบดาล หรือ ทะเลสาบนานกิง มีเรือใช้พาหนะ ชื่อเรืองชิคาร่า

แคชเมียร์_ Houseboat

Houseboat นั้น ถือกำเนิดจากสมัยที่เจ้าผู้ครองแคว้นแคชเมียร์ยังคานอำนาจกับอังกฤษที่จะเข้ามามาปกครองอินเดีย

คนที่แคชเมียร์นับถือศาสนาอิสลามตื่นตี 4 มาละมาดแล้ว เราตื่นแต่เช้า เพื่อไปชมตลาดเช้ามีการแลกเปลี่ยนของกัน ส่วนใหญ่เป็นการแลกเปลี่ยนพืชผักที่เขาปลูกเอง หรือโชดดีเราอาจเจอเรือขายดอกไม้ ทะเลสาบที่นี่ชื่อ ทะเลสาบดาล หรือ ทะเลสาบนานกิง มีเรือใช้พาหนะ ชื่อเรืองชิคาร่า

ตลาดเช้า

ทะเลสาบดาลหรือทะเลสาบนานกิงนั้น ส่วนใหญ่จะใช้เรือชิคาร่า เราตืนมาตลาดเช้าตี 4

วันที่ 2 เราเดินทางรถไป LADAKH …..เลห์ลาดักห์ ระหว่างทางเราต้องนอนพักที่ Mulback

nunkun

Mulback เราพักกางเต้นท์ ชื่อ Nonkun ภายในเต้นท์มีห้องน้ำสะดวกสบาย

วันที่ 3 จาก Mulback เราแวะเที่ยวที่ Lamayuru to Leh on the way visit the local Monastery on the way. Overnight in Leh

ก่อนเข้าเลห์มาเรียนรู้ประวัติเลห์กันก่อน มาเรียนรู้ประวัติเลห์กันยุค ค้นของลาดักห์ เริ่มต้นขึ้นเมื่อราวศตวรรษที่ 1 โดยลาดักห์ตกเป็นส่วนหนึ่งของ อาณาจักรกูชาน (Kushan หรือ กุชนา : Kushana) ศาสนาพุทธได้เข้ามาเผยแพร่ในเลห์โดยมาจากแคว้นแคชเมียร์ ในขณะที่ทางด้านลาดักห์ด้านตะวันออกและทิเบตยังคงนับถือลัทธิเพิน (Bon) ต่อมาในช่วงศตวรรษที่ 8 ลาดักห์ถูกดึงเข้าไปร่วมกับสงครามแย่งชิงดินแดน ระหว่างจีนและทิเบต โดยจีนพยายามแห่อิทธิพลลงมาทางเอเชียกลาง และทิเบตตะวันตกโดย อาณาจักรกูเก (Guge Kingdom) ซึ่งกำลังเข้มแข็ง ได้เข้ารุกรานลาดักห์จนยึดได้สำเร็จ จากนั้น กษัตริย์แห่งกูเก ได้แยกลาดักห์ออกเป็นหลายส่วน เพื่อแบ่งให้โอรสของพระองค์ปกครอง คือ มาร์ยุล (Maryul) ปกครองลาดักห์ โอรสองค์ต่อมาคือ เด ซุก ดกน (IDe stsug mgon) ปกครองซันสการ์ และโอรสองค์สุดท้าย บีคราว สิหส์ (bKra Shis) ปกครองกูเกปูรัง (Guge-Purang) ซึ่งเป็นเมืองแม่เดิมของอาณาจักรกูเก
• ต่อมาในปี ค.ศ. 842 อาณาจักรทิเบตล่มสลาย หนิงมา-โกน (Nyima-Gon) ผู้สืบเชื้อสายทิเบต จึงก่อตั้งราชวงศ์แรกของลาดักส์ขึ้น แต่ว่า ลาดักห์ในยุคนี้ประสบกับปัญหานานับปการ กระทั่งถึงศตวรรษที่ 13 การมาถึงของศาสนาอิสลาม ทำให้ลาดักส์ต้องหันไปรับเอาศานาพุทธแบบทิเบต (นิกายวัชรยาน) เข้ามาอย่างเต็มตัวเพื่อเป็นเกราะป้องกัน แต่อย่างไรก็ตาม กองกำลังชาวเปอร์เซียได้รุกรานอย่างหนักอยู่ราว 200 ปี จนกระทั่งพื้นที่บางส่วนของลาดักห์ต้องเปลี่ยนไปนับถือศาสนาอิสลาม และแตกแยกออกเป็น 2 ส่วน ได้แก่ ลาดักห์บน ปกครองโดยกษัตริย์แห่ เลห์และเซย์ (King of Leh and Shey) และลาดักห์ล่าง ปกครองโดย กษัตริย์แห่งบาสโก้ (King of Basgo)
• ศตวรรษที่ 16 กษัตริย์บากัน (Bhagan King) แห่งบาสโก้ ได้รวบรวมลาดักห์ให้เป็นปึกแผ่นแว่นแคว้นเดียวกันอีกครั้ง แล้วสถาปนา ราชวงศ์นัมเกียล (Namgyal Dynasty) และยังคงสืบเชื้อสายมาจนทุกวันนี้ ซึ่งช่วงเวลานี้ นับเป็นช่วงยุคทองของลาดักห์ โดยเฉพาะในช่วงรัชสมัย กษัตริย์ ตาชิ นัมเกียล (Tashi Namgyal)
• ต้นศตวรรษที่ 17 กษัตริย์เซงเก นัมเกียล (Senngge Namgyal) ผู้ได้รับสมญานามว่า กษัตริย์สิงโต ทรงเป็นผู้นำที่รับสมญานามว่า กษัตริย์สิงโต ทรงเป็นผู้นำที่เก่งกาจและมีชื่อเสียงมากที่สุดของดาลักห์ ได้ทรงทำนุบำรุงวัดวาอารามและพระราชวังต่างๆ ในเมืองเลห์ที่ถูกทำลายลง เช่น วัดเฮมิส (Hemis Gompa) และพระราชวังเลห์ (Leh Palace) เมื่อครั้งที่ถูกเปอร์เซียรุกราน กระทั่งราชวงศ์โมกุลเสื่อมอำนาจลง ศาสนาซิกข์ได้แผ่อำนาจเข้าครอบคลุมแคว้นปัญจาบ (Panjab) และแคว้นแคชเมียร์ จนกระทั่ง ในปี ค.ศ. 1834 กุหลาบ สิงห์ (Gulab Singh) กษัตริย์แห่งราชวงศ์ราชบุตร บุกตีแคว้นลาดักห์ส่งผลให้ เซเป นัมเกียล (Tshespal Namgyal) กษัตริย์องค์สุดท้ายของลาดักห์ยอมสละบัลลังก์จากเลห์แล้วไปอยู่ที่พระรา ชวังสต็ก (Stok Palace) จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1947 อินเดียประกาศอิสรภาพจากอังกฤษ ปากีสถานแยกประเทศ แคว้นลาดักห์จึงตกเป็นส่วนหนึ่งของรัฐจัมมูและแคชเมียร์ โดยมีอำนาจการปกครองสั่งตรงลงมาจากเมืองศรีนาการ์ (Srinagar)
• ในปี ค.ศ. 1949 จีนเปิดชายแดน จึงส่งผลให้หุบเขานูบร้าในลาดักห์ และมณฑลซินเจียงในจีน ปิดเส้นทางการค้าขาย ในเส้นทางสายแพรไหมโบราณไปด้วยเช่นกัน หลังจากนั้นถัดมาอีก 1 ปี จีนเริ่มบุกทิเบต และในปี ค.ศ. 1959ทำให้เริ่มมีผู้คนอพยพจากทิเบตเพื่อหนีภัยสงครามเข้าสู่ลาดักห์และ อินเดีย รวมถึงองค์ดาไลลามะองค์ที่ 14 (องค์ปัจจุบัน) นี้ด้วย จนกระทั่งในปี ค.ศ. 1962 จีนปิดพรมแดนเชื่อมต่อลาดักห์-ทิเบตในทุกจุดนั่นทำให้ปิดประวัติศาสตร์ความ สัมพันธ์ลาดักห์-ทิเบตที่มียาวนานมากว่า 700 ปีจบลง แต่ว่าด้วยอิทธิพลของทิเบต ทั้งในด้านการเมือง ศาสนา ศิลปวัฒนธรรม การค้าขายและวิถีชีวิตของชาวทิเบตได้เข้ามาเผยแพร่ในลาดักห์ก่อนนี้อยู่แล้ว รวมถึงการหลั่งไหลอพยพของชาวทิเบตอีกหลายหมื่นคน ทำให้ดาลักห์ กลายเป็น “ทิเบตน้อย” หรือ Litte Tibet ซึ่งอาจกล่าวได้ว่า มีความเป็นทิเบตแท้มากกว่าดินแดนทิเบตเดิมเสียอีก

เลห์

ระหว่างทางแวะถ่ายรูป จุดบรรจบแม่น้ำ 2 สี

วัดลามะยูรู (Lamayuru Gompa): ตั้งอยู่ทางตะวันตกจากเมืองเลห์ ไปยัง เมืองคาร์กิล แล้วต่อไปสู่เมืองศรีนาการ์ ที่ระดับความสูง 3,390 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประมาณกิโลเมตรที่ 125 เป็นวัดที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ทีุ่สุดแห่งหนึ่ง วัดลามะยูรู ตั้งอยู่บนยอดเขาหินทราย แวดล้อมไปด้วยดินแดนที่เรียกว่า Moon Land ดู แปลกตา วัดลา่มะยูรูมีอีกชื่อหนึ่งว่า ยุงตรุง ทาปาลิง กอมป้า (Yungdrung Tharpaling Gompa) มีตำนานเล่าว่า พระอรหันต์นิมากุง จาริกแสวงบุญมาถึงที่แห่งนี้เมื่อหลายร้อยปีมาแล้ว แต่ก่อนตรงนี้เคยเป็นทะเลสาบ ท่านได้ทำนายว่าบริเวณนี้จะมีวัดมาเจริญศาสนา ท่านจึงได้ตั้งเสาธงมนไว้เป็นการปักหมุดสำคัญ พร้อมกับการแผ่กุศลด้วยการหว่านเม็ดข้าวโพดให้กับดวงวิญญาณของนาคที่อยู่ใน ทะเลสาบ ในเวลาต่อมาเม็ดข้าวโพดได้งอกงา้กลายมาเป็นเครื่องหมายสวัสติกะ เมื่อท่านริมโปเช่ ซังโป พระลามะจากอาณาจักรกูเก ของทิเบตตะวันตก มาสร้างวัดตามคำทำนาย จึงตั้งชื่อวัดในนาม ยุงตรุงฯ ซึ่งในภาษาทิเบตหมายถึง สวัสติกะ และยังมีความเชื่ออีกว่าท่านมหาสิทธานาโรปะได้เคยมาบำเพ็ญศีลอยู่ที่นี่ด้วย

  • วัดลามะยูรูเคยเป็นของสงฆ์ ฝ่ายกาดัมปะ (Kadampa) แต่ปัจจุบันได้เปลี่ยนเป็นวัดของสงฆ์สายตริกุง-กาจูรย์(Drigung Kagyu) ในอดีตแห่งนี้เคยมีอารามอยู่ถึง 5 กลุ่ม แต่ในปัจจุบันเหลือเพียงวิหารกลุ่มใจกลางเท่านั้น มีพระสงฆ์อยู่ประมาณ 150 รูป ที่วัดจะมีพิธีสำคัญที่เรียกว่า Yuru Kabgyat ซึ่งจะจัดทุกวันที่ 17-18 เดือนห้าตามปฏิทินจัทรคติของทิเบต โดยในงานจะมีการเต้นระบำหน้ากาก และนำผ้าพระบฏอันเก่าแก่ออกมาคลี่บูชา
  • เส้นทางจากเลห์ สู่คาร์กิลล์ เราจะผ่านแม่น้ำสินธุ (Indus River)และแม่น้ำซันสการ์ ((Zanskar River) มาบรรจบกัน
    lep2

    วัดลามะยูรู (Lamayuru Gompa): ตั้งอยู่ทางตะวันตกจากเมืองเลห์ ไปยัง เมืองคาร์กิล แล้วต่อไปสู่เมืองศรีนาการ์ ที่ระดับความสูง 3,390 เมตร จากระดับน้ำทะเล ประมาณกิโลเมตรที่ 125 เป็นวัดที่เก่าแก่และมีขนาดใหญ่ทีุ่สุดแห่งหนึ่ง วัดลามะยูรู ตั้งอยู่บนยอดเขาหินทรา

    วันที่ 4  the Hemis Festival ทริปนี้เราต้ังใจไปวัดเฮมิส (Hemis Gompa) เพื่อมาดูระบำหน้ากาก ที่นี่เป็นวัดที่มีความเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1630 มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีภาพวาดสีเฟรสโก้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และที่สำคัญ “ระบำหน้ากากแห่งเฮมิส” คือสุดยอดของเทศกาลสำคัญของลาดักห์ เท่าที่ทราบมีเต้นรำหน้าหนาวและหน้าร้อน ปีละ 2 ครั้ง ทริปนี้เราเลือกขี้นไปถ่ายรูปด้านบนอีกกลุ่มนั่งแถวหน้าเลย ปรากฏว่าบริษัทฯทัวร์ทั่วโลกจัดทริปมาดูระบำกัน เราดูแล้วมีความเชื่อศาสนากับ การทำมาหากิน

    LEP4

    วัดเฮมิส (Hemis Gompa) เป็นวัดที่มีความเก่าแก่หลายร้อยปี สร้างตั้งแต่ปี ค.ศ.1630 มีสถาปัตยกรรมที่งดงาม มีภาพวาดสีเฟรสโก้ที่ได้รับการดูแลอย่างดี และที่สำคัญ “ระบำหน้ากากแห่งเฮมิส” คือสุดยอดของเทศกาลสำคัญของลาดักห์

    วันที่ 5 เราไปนอนค้างคืนที่ Tsomoriri lake มาชมวิวที่นี่กันค่ะ ที่นี่หนาวมากค่ะ ลมของทะเลสาบพัดมาเราไปพักบ้านชาวบ้านที่นั่นเขาทำอาหารให้เราทำหนาวที่สุดคือที่นี่ และที่นี่แม้ไม่สูงแต่ต้องระวังเมื่อขึ้นที่สูงอากาศบางทำอะไรต้องช้าๆๆ

    LEP

    Tsomoriri lake

    วันที่ 6 กลับมาเลห์ เรากลับมาเราได้ไปตลาดเลห์ มีของขายให้เราเลือกซื้อในตลาด เราต้ังใจซื้อเสื้อตัวยาวแบบสาวแขก และไปซื้ออุปกรณ์เดินป่าราคาไม่แพง อีกท้ังมีร้านอาหารอร่อยๆๆให้เรากิน ก่อนเข้าเลห์มาแวะพระราชวังเชย์ (Shey Palace) : สร้างโดยกษัตริย์ Deldan Namgyal เพื่อระลึกถึงผู้เป็นพระบิดา Singge Namgyal กำแพงพระราชวังถูกฉาบด้วยทองคำผสมทองแดง ก่อสร้างเพื่อเป็นพระราชวังฤดูร้อนของกษัตริย์แห่งลาดักห์ ภายในมีรูปปั้นของพระศากยมุณี ที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคนี้ แวะวัดธิคเซย์ (Thiksey Gompa)พระศรีอริยะเมตตรัย พระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดแห่งเลห์ลาดัก

    lep9

    วัดธิคเซย์ (Thiksey Gompa) : วัดลามะนิกายหมวกเหลือง (โปตาลาน้อยแห่งลาดักห์)

    LEP11

    พระศรีอริยะเมตตรัย พระพุทธรูปที่สวยงามที่สุดแห่งเลห์ลาดัก ที่ วัดธิคเซย์ (Thiksey Gompa)

    วันที่ 7 Nubra Valley via Khardong la pass ( the 18300ft hight ) visit near Nubra Valley เราไปขี่อูฐทะเลทรายที่นี่ เราต้องผ่านจุดสูงสุด 18300 ฟิตนูบร้าวัลเลย์ (Nubra Valley) : นูบรา หมายถึงหุบเขาแห่งดอกไม้ เป็นแหล่งปลูก Apricot และผลไม้หลากหลายของลาดัก เป็นที่อยู่อาศัยของนกนานาชนิด อยู่ห่างจากเลห์ไปทางเหนือ 125 km โอบล้อมด้วยเทือกเขาหิมาลัยและเทือกเขาคาราโครัม (Karakoram Range) ซึ่งเทือกเขาคาราโครัมนี้ เป็นเขตแดนตามธรรมชาติกั้นอินเดียกับปากีสถาน และก่อนหน้าปี ค.ศ. 1994 ทางการอินเดียไม่อนุญาตให้นักท่องเที่ยวเข้ามาในหุบเขานี้เลย

    Nubra Valley

    Nubra Valley

    Nubra Valley

    Nubra Valley

    Nubra Valley

    Nubra Valley

     ทะเลทรายมีบริการขึ่อูฐ คราวละ 30 นาที ที่พักชอบเป็นบ้านพักภายในบ้านปลูกผักผลไม้ สุขใจ ส่วนใหญ่ที่พักที่นี่ทำอาหารให้เรารับประทานใช้ผักที่ปลูกเอง

    ที่พัก Nubra Valley

    ที่พัก Nubra Valley

    ที่พัก Nubra Valley

    ที่พัก Nubra Valley

    วันที่ 8 Back to Leh ระหว่างทางกลับเจอที่ไหนสวยก็แวะจอดถ่ายรูป

  • เมืองลาดักห์ ประกอบด้วยหุบเขาใหญ่ 5 หุบเขา คือ หุบเขาสินธุ (Indus Valley) หุบเขานูบร้า (Nubra Valley) หุบเขาชูมัทถัง (Chumathang Valley) หุบเขาซูรู (Suru Valley) และ หุบเขาซันสการ์ (Zanskar Valley) โดยมีหุบเขาสินธุเป็นหุบเขาที่สำคัญเพราะเป็นที่ตั้งของ เลห์ ซึ่งเป็นเมืองหลวงของแค้วนลาดักห์
    แต่เดิมลาดักห์เป็นอาณาใหญ่ ครองอาณาเขตกว้างขวาง ทิศเหนือ ครอบคลุมไปถึงหุบเขาลุ่มน้ำสินธุ แคว้นบัลติสสถาน (ปัจจุบันคือเมือง สการ์ดุ ประเทศปากีสถาน) ทางด้านตะวันตกครอบคลุมไปถึงหุบเขาแคชเมียร์และจัมมู ทางด้านทิศใต้จนถึงทิศตะวันออกครอบคลุมหุบเขาซันสการ์ หุบเขาลาฮุลและสปิติ ซึ่งปัจจุบันอยู่ในรัฐหิมาจัลประเทศ และทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) ซึ่งปัจจุบันอยู่ในเขตการปกครองของจีน

  • ระหว่างทางกลับเจอที่ไหนสวยจอด

    ระหว่างทางกลับเจอที่ไหนสวยจอด

    วันที่ 9 เราไปทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake)เราไปเช้าเย็นกลับ ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake) : หรือทะเลสาบแปงกอง เป็นทะเลสาบน้ำเค็มที่อยู่สูงที่สุดในโลก คือมีความสูงถึง 4320 เมตร จากระดับน้ำทะเล ทะเลสาบพันกอง หรือ ที่ชาวทิเบตเรียกในภาษาท้องถิ่นว่า แปงกองโซ (Pangong Tso) คำว่า Tso ในภาษาทิเบตหมายถึง ทะเลสาบ โดยคำว่า แปง หมายถึง สูง และคำว่า กอง หมายถึง น้ำ แปงกอง จึงหมายถึง ผืนน้ำที่อยู่บนดินแดนที่สูงสุดของหลังคาโลก

    ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake)

    ทะเลสาบพันกอง (Pangong Lake)

    ระหว่างทาง ผ่านจุดสูงสุดหนาวสุด

    ระหว่างทาง ผ่านจุดสูงสุดหนาวสุด

    เจดีย์แห่งสันติภาพ (Pangong Lake) : หรือ สานติ โชว์เตน (Shanti Chorten) ตั้งอยู่ในย่านจังสปา (Changspa Area) ห่างจากใจกลางเมืองเลห์ออกไปประมาณ 2 กิโลเมตร ลักษณะเป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำสไตล์ทิเบต มีฐานกลมวนรอบสองชั้น ส่วนยอดเป็นสีทอง องค์เจดีย์เป็นสีขาว ซึ่งสีขาวเป็นสัญลักษณ์แห่งสันติภาพ เจดีย์แห่งสันติภาพ สร้างขึ้นเมื่อปี ค.ศ.1985 โดย องค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่น (The Japanese for world Peace) ด้วยวัตถุประสงค์เพื่อเรียกร้องให้ผู้คนทั้งโลกร่วมมือร่วมใจกันสร้างสรรค์ สันติภาพ และเพื่อเป็นการฉลองวาระครบรอบ 2,500 ปีแห่งศาสนาพุทธ โดยองค์ดาไลลามะ ได้เสด็จมาเป็นประธานเปิดพระเจดีย์ด้วยพระองค์เอง
    • องค์กรพุทธศาสนาแห่งญี่ปุ่นที่เป็นผู้สร้างเจดีย์นี้ ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี ค.ศ. 1917 โดยพระสงฆ์ชาวญี่ปุ่นชื่อ นิชิดัทสุ ฟูจิอิ (Nichidatsu Fujii) เพื่อจรรโลงพระพุทธศาสนาและสันติภาพให้เฟื่องฟู องค์กรนี้สร้าง เจดีย์แห่งสันติภาพ (Peace Pagoda หรือ Peace Stupa) ไว้ทั่วโลกในลักษณะคล้ายคลึงกัน ทั้งในอินเดีย เนปาล ออสเตรเลีย อังกฤษ อิตาลี โปแลนด์ เกาหลี ญี่ปุ่น ฯลฯ โดยเจดีย์สันติภาพแห่งแรกตั้งอยู่ที่ เมืองฮิโรชิม่า และ นางาซากิ เมืองที่ถูกระเบิดนิวเคลียร์สมัยสงครามโลกครั้งที่ 2 นั่นเอง

    ระหว่างเดินทางความสุขของมิตรภาพเป็นสำคัญ

    ระหว่างเดินทางความสุขของมิตรภาพเป็นสำคัญ

    ระหว่างการเดินทางนอกจากได้ชมวิวของเลห์ลาดัก LADAKH เป็นสวรรค์บนดินแล้วการท่องเที่ยวได้เจอมิตรภาพระหว่างเดินทางมีความสุขมากกว่าสิ่งใด