ไปเที่ยวศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา แวะชม Landmark สุพรรณบุรี

ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

มาเยี่ยมชมสถานที่เที่ยวแห่งใหม่ที่สุพรรณบุรี ณ ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

มาเที่ยวสุพรรณบุรี นอกจากแวะวัดป่าเลไลยก์วรวิหารแล้ว ชมวิวเมืองที่หอคอยบรรหารแจ่มใส อุทยานมังกรสวรรค์ พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ไหว้ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองแล้ว ขอแนะนำ Landmark แห่งใหม่ของสุพรรณบุรีที่คุณห้ามพลาดคือศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

ข้าวไทยไปทั่วโลก

ข้าวไทยไปทั่วโลก

ไปสุพรรณบุรี เป็นจังหวัดที่เหมาะกับการไหว้พระขอพร และที่นี่มีแหล่งท่องเที่ยวเพื่อการเรียนรู้การปลูกข้าวก่อนอื่นขอแวะไหว้พระก่อน วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร เป็นวัดเก่าแก่ สันนิษฐานว่ามีอายุราว 1200 ปี ตั้งอยู่ริมถนนมาลัยแมน ตำบลรั้วใหญ่ อำเภอเมือง อยู่ทางฝั่งตะวันตกของลำน้ำสุพรรณ ห่างจากศาลากลางจังหวัด ประมาณ 4 กิโลเมตร ภายในวิหาร เป็นที่ประดิษฐานหลวงพ่อโต ปางป่าเลไลยก์

Screen Shot 2559-06-28 at 9.00.13 PM

ขอบคุณแผนที่ www.Suphan.biz

หลวงพ่อโต เป็นพระปางป่าเลไลยก์ ศิลปะสมัยอู่ทอง ชาวบ้านเรียกว่า หลวงพ่อโตวัดป่าเลไลยก์ ก่ออิฐถือปูนขนาดใหญ่ มีความสูงถึง 23.47 เมตร เป็นพระประจำวันเกิดของคนเกิด วันพุธตอนกลางคืน มีบริวรพระยาช้างและลิงด้านนั่งกราบอยู่ด้านข้าง วัดนี้มีอายุกว่า 1000 ปี เคยเป็นส่วนหนึ่งเชื่อว่านางพิมพิลาไลย ในนิทานขุนช้างขุนแผนชอบมาไหว้พระที่นี่ โบสถ์ประตูทางเข้ามีบานเล็ก

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร มีหลวงพ่อโต

วัดป่าเลไลยก์วรวิหาร มีหลวงพ่อโต

เมื่อไหว้พระเรียบร้อยมาเดินรอบวิหาร มีจิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวของขุนช้าง – ขุนแผน ตั้งแต่เริ่มเรื่องจนถึงตอนสุดท้ายและเป็นภาพที่สวยงาม และได้ความรู้

วิหารรอบหลวงพ่อโต

วิหารรอบหลวงพ่อโต

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวของขุนช้าง - ขุนแผน

จิตรกรรมฝาผนังเล่าเรื่องราวของขุนช้าง – ขุนแผน

เสร็จจากไหว้พระทำบุญ ขอแวะหาอะไรกินกลางวันกัน ตอนแรกคิดถึงตลาดสามชุก ตลาดเก้าห้อง แต่นึกขึ้นได้จากวัดป่าเลไลยก์วรวิหารตรงไป 3 กิโลเมตรถึง ศูนย์เรียนรู้วิถึชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้ ไปลองหาอะไรใหม่รับประทาน มารู้จักกันก่อนการก่อตั้งศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทยขึ้น เพื่อเห็นความสำคัญของการให้ความรู้และการทำนาอย่างถูกวิธี ซึ่งจะมีประโยชน์แก่ส่วนรวม แบบนี้ต้องแวะไปแล้ว

แผนที่ศูนย์เรียนรู้วิธีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

แผนที่ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

แผนที่ศูนย์เรียนรู้วิธีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา นาเฮียใช้

ขับรถมาถึงศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา าเฮียใช้ ต้องละลึงความสวยงามของเรือนไทย ที่นี่เข้าฟรีไม่เสียค่าใช้จ่ายใด เดิมเป็นแหล่งขายพันธ์ข้าวให้กับชาวนาภาคกลาง แวะรับประทานอาหารกลางวันที่นี่ก่อนไปเริ่มดูประวัติที่นี่

แนะนำร้านอาหารที่นี่ค่ะ

แนะนำร้านอาหารที่นี่ค่ะ เป็นอาหารเพื่อสุขภาพ ข้าวผัดใส่ดอกอัญชัน นำ้ซุปใส่กระเพาะหอม

ร้านนำ้แข็งใส

ร้านนำ้แข็งใส

ข้าวผัดดอกอัญชัน

ข้าวผัดดอกอัญชัน

นอกจากร้านอาหารมีเมนูโปรดตามใจเราสั่งแล้ว ยังมีร้านกาแฟริมนาให้เรานั่งเล่น ที่นี่ตกแต่งแบบเรียบง่ายแต่มุมถ่ายรูปแตกต่างจากที่อื่น มาที่นี่นอกจากได้เรียนรู้พันธ์เมล็ดข้าวต่างๆของไทยแล้วมีกิจกรรมทดลองการดำนา ถ้ามาหมู่คณะควรโทรจองค่ะมี หลายกิจกรรม ให้เราได้เรียนรู้

DSC_2949 copy

ประวัติ ของศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย – นาเฮียใช้ มาจาก คุณพิชัย เจริญธรรมรักษา ที่รู้จักกันในนาม เฮียใช้ เกิดวันพฤหัสบดีที่ 12 พฤศจิกายน พุทธศักราช 2485 บิดาชื่อ นายเกียงจั้ว แซ่จิว มารดา ชื่อ นางง่วงเฮียง แซ่ตั้ง มีพี่น้อง 7 คน เป็นบุตรคนสุดท้อง สมรสกับ คุณมุ้ยเกียว เจริญธรรมรักษา มีบุตรทั้งหมด 4 คน ดังนี้ 1. คุณปราสาท 2. คุณนิทัศน์ 3. คุณชัยวัธน์ 4. นายแพทย์ชัชวาลย์   เมื่อเฮียใช้เติบโตขึ้น ได้เข้ามาช่วยครอบครัวในการรับซื้อข้าวเปลือกและรับจ้างบรรทุกของ ในปี พ.ศ. 2540 ครอบครัวได้ตัดสินใจเปลี่ยนอาชีพ จากรับซื้อข้าวเปลือกมาเป็นการรวบรวมเมล็ดพันธุ์ข้าวเพื่อการค้าโดยมีลูกๆ คอยช่วยดูแล เริ่มต้นจากจุดเล็กๆเรียนรู้ลองผิดลองถูก โดยการสร้างเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวมีกำลังการคัดได้ 6 ตันต่อวันด้วยงบประมาณ 350,000 บาท และนับได้ว่าเป็นเครื่องคัดเมล็ดพันธุ์ข้าวเครื่องแรกในภาคเอกชน จากที่ทราบทุกวันนี้คุณนิทัศน์ เจริญธรรมรักษา เป็นผู้ดูแลกิจการสานต่อโครงการนี้

ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

เรามาศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย มาที่นี่นึกถึงเรามาชมนา มาเรือนไทย ดูโรงเก็บข้าว เห็นความเป็นอยู่ชาวนาไทย นั่งชื่นชมมีความสุข นึกถึงบ้านคุณปู่คุณย่าที่ชัยนาท เดินเข้าเห็นหอเตือนภัยชาวนา เดินขึ้นไปชั้น 2 และ ชั้น 3 มองลงมาเห็นวิวต้นข้าวปลูก Amazing Thailand จุดเด่นน่าจะเป็น Landmark ของสุพรรณบุรีต่อไป

ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

ศูนย์การเรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย

นอกจากมีแปลงนาสาธิตและมีเรือนแม่โพสพ องค์พระแม่โพสพทำมาจากไม้สักผ่านฝีมือการแกะสลักอย่างประณีตงดงามโดยช่างแกะ สลักฝีมือดีจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จึงได้องค์พระแม่โพสพที่งดงามสมสัดส่วน เป็นองค์พระแม่โพสพประคองรวงข้าวอันเป็นการสื่อความหมายถึงการทะนุถนอม ประดุจแม่ประคองลูกอย่างอบอุ่น นัยยะเสมือนพระแม่โพสพประคองข้าว อันเป็นอาหารที่นำมาหล่อเลี้ยงชุบชีวิตให้มนุษย์เจริญเติบโต

แม่โพสพ

แม่โพสพ

เรือนแม่โพสพ

เรือนแม่โพสพ

นอกจากเดินชมเรือนไทยและความเป็นอยู่ของชาวนาไทยเรา แล้วได้เห็นกิจกรรมที่ ได้จัดเตรียมไว้ มีจักรยานแบบสมัยก่อนให้เราเช่าขี่ และมีอุปกรณ์เครื่องนวดแบบไม้ มาวางให้บริการ

จักรยานมีไว้ให้บริการเช่า

จักรยานมีไว้ให้บริการเช่า

เครื่องไม้ใช้นวดผ่อนคลาย

เครื่องไม้ใช้นวดผ่อนคลาย

ได้เดินมาเจอถามพนักงานว่า เมล็ดพันธ์ข้าวพันธ์ไหนขายดี คำตอบคือ การทำนาภาคกลางเป็นนาปลูก ทำในระหว่างปี ไม่เหมือนการทำนาปี ทำตามฤดูกาล เหมือนทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ การเลือกพันธ์ข้าวปลูกนั้นขึ้นอยู่กับ จำนวนนำ้ หรืออากาศ ข้าวภาคกลางนั้นมีความแข็งกว่าข้าวภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รับประทานได้อร่อยกว่ามีความนุ่มมากกว่า ข้าวภาคกลางส่วนใหญ่นำมาทำเป็นอุตสาหกรรมต่างๆพันธ์ข้าว

ก่อนกลับจากศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย นาเฮียใช้ มาแวะซื้อของฝากเมล็ดพันธ์ข้าว ปิ่นโตสี และขนมถ้อยวางไว้ให้บริการ บอกเลยของฝากและอาหารกลางวันที่นี่ราคามิตรภาพไม่แพงเลย ที่มาข้อมูล http://www.herechai.com/และhttps://www.facebook.com/ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย-นาเฮียใช้

แวะซื้อของฝากกลับ

แวะซื้อของฝากกลับ

แวะซื้อของฝากก่อนกลับ

แวะซื้อของฝากก่อนกลับ

เสร็จจากเที่ยว ศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนาไทย นาเฮียใช้ มาตามหา Landmark ของสุพรรณบุรี มาดูวิวเมืองสุพรรณบุรี ที่หอคอยบรรหาร แจ่มใส ภายในมีสวนนำ้ สวนสาธารณะ นำ้พุ ทุกอย่างมีราคาค่าเข้ากำหนด เช่นเข้าสวนเสีย 10 บาท

หอคอยบรรหาร

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

หอคอยบรรหาร-แจ่มใส เป็นหอคอยแห่งแรกและสูงที่สุดในประเทศไทย มีความสูงถึง 123 เมตร มีชั้นสำหรับชมวิวในระดับสูงสุด 78.75 เมตร และระดับต่ำลงมาคือ 72.75, 66.75 และ 33.75 เมตร

ภายใน สวนเฉลิมภัทรราชินี ซึ่งเป็นสวนสาธารณะที่สมบูรณ์แบบ ในเนื้อที่ 15 ไร่ นอกจากจะเป็นที่ตั้งของหอคอยบรรหาร-แจ่มใส แล้ว ยังมีตึกแสดงผลงานของ ฯพณฯ บรรหารสวนน้ำพร้อมสไลเดอร์ สวนลายไทย สวนนกพิราบ สวนดอกไม้ สนามเด็กเล่น บ่อน้ำพุ สนามออกกำลังกาย ฯลฯ

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

DSC_3413 copy

วิวเมืองสุพรรณบุรี

วิวเมืองสุพรรณบุรี

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

หอคอยบรรหารแจ่มใส เป็นอาคารสูง 4 ชั้นขึ้นไปเห็นวิวเมืองสุพรรณบุรี ชั้น2 เป็นร้านอาหาร ภายในบริเวณนี้มีนำ้พุ และสระว่ายน้ำให้คนสุพรรณบุรีได้ออกกำลังกาย ชื่นใจกับพ่อเมืองท่านบรรหาร ศิลปอาชาได้สร้างแหล่งท่องเที่ยว สร้างวิทยาลัย และสร้างคุณความดีให้กับเมืองสุพรรณบุรี

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

หอคอยบรรหาร แจ่มใส

อีกที่ต้องมาของเมืองสุพรรณบุรี คือ อุทยานมังกรสวรรค์ ตั้งอยู่ภายในบริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีก่อตั้งขึ้นเพื่อเฉลิม ฉลอง เนื่องใน โอกาสที่ประเทศไทย และสาธารณรัฐประชาชนจีน มีความสัมพันธ์ทางการทูตครบ 20 ปี เมื่อปี พ.ศ. 2539

อุทยานมังกรสวรรค์

อุทยานมังกรสวรรค์

อุทยานมังกรสวรรค์ ประกอบด้วย พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร ศาลเจ้าพ่อหลักเมือง  และหมู่บ้านมังกรสวรรค์  ที่นี่เปิด 9.00 ถึง 17.00 น และศาลเจ้าพ่อหลักเมือง ปิด 19.00 ให้เราถ่ายรูปสวยกันได้เลย

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

หมู่บ้านมังกรสวรรค์ จำลองมากจากหมู่บ้านลี่เจียง 1000 ปี สถาปัตยกรรมล่าสุดที่ทางจังหวัดสุพรรณบุรีสร้างขึ้นมาเพื่อจำลองเมือง หมู่บ้านลี่เจียง ประเทศจีน  ซึ่งได้รับแต่งตั้งให้เป็นเมืองมรดกโลกที่มีความเก่าแก่ถึง 1,000 ปี มาเที่ยวหมู่บ้านมังกรสวรรค์ก็จะได้บรรยากาศของหมู่บ้านจีนโบราณ ไม่ว่าจะเป็นร้านค้า โรงเตี้ยมสไตล์จีนโบราณ โรงหนัง และสัญลักษณ์ที่สำคัญคือ กังหันพ่อลูก เป็นกังหันไม้โบราณพันปีที่อยู่ตรงทางเข้า หน้าหมู่บ้าน นอกจากนี้ยังมีหอชมวิวซึ่งสามารถชมวิวของเมืองสุพรรณได้ในมุมสูงและที่หน้า หอชมวิวคือ เสามังกรสววรค์ที่มาจาก เมืองเซียะเหมิน หมู่บ้านมังกรสวรรค์ ไม่เสียค่าเข้าชม เปิดบริการทุกวัน อยากแวะซื้อขนม อาหาร อยากนวดก็แวะมาพักผ่อนได้ สำหรับตากล้องยังเราเห็นหอสีแดงสวยต้องปีนขี้นไปชมวิวถ่ายรูปกันแล้ว

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

หมู่บ้านมังกรสวรรค์

บริเวณศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรีออกแบบเป็นสัญลักษณ์รูปมังกรสัตว์ เทพเจ้าอันศักดิ์สิทธิ์ที่รู้จักกันดี ลำตัวมังกรภายนอกออกแบบอย่างถูกต้องตามลักษณะความเชื่อ หน้าต้องเป็นอูฐ ตาเหมือนกระต่าย มองเห็นในสิ่งที่คนทั่วไปมองไม่เห็น มีเขาของกวาง หูของวัว ตัวของงู เกล็ดของปลา ขาของเสือ อุ้งเท้าของ เหยี่ยว สีของลำตัวเลียนแบบเครื่องกังไสโบราณ ภายใต้ตัวมังกรใหญ่ เป็นที่ตั้งของ “พิพิธภัณฑ์ลูกหลานพันธุ์มังกร” ค่าเข้าเมื่อก่อนผู้ใหญ่  300 บาท เด็ก 149 บาท เข้ามาแล้วภายในมีการแสดงให้ชมการจัดแสงสีเสียงไม่แพ้ต่างชาติเลยค่ะDSC_3603 copy

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี

ศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี

เมืองสุพรรณบุรี ใกล้กับกรุงเทพ ขับรถไปเพียง 1 ชั่วโมงกว่าถึง แหล่งท่องเที่ยววิธีไทย ชมวิธีชีวิตชาวนาหมู่บ้านควายไทย  และศูนย์เรียนรู้วิถีชีวิตและจิตวิญญาณชาวนา าเฮียใช้  หรือไหว้พระของพรวัดป่าเลไลยก์วรวิหาร หรือศาลเจ้าพ่อหลักเมืองสุพรรณบุรี แหล่งท่องเที่ยวของสุพรรณบุรียังมีอีกหลายที่ให้ท่านไปแวะชมเที่ยวเมืองไทยกัน สัญญาว่าจะกลับไปเดินตลาดสามชุก ตลาดเก้าห้อง และชมธรรมชาติรอให้ทุกคนไปแวะชม ขอบคุณท่านผู้อำนวยการการท่องเที่ยวสุพรรณบุรี แนะนำที่เที่ยวให้เราได้รู้จัก คนไทยเราไปเที่ยวทั่วไทยกันเถอะค่ะ